ประวัติความเป็นมา

12 ธันวาคม 2560 (ผู้ดูแลระบบ) ข้อมูลหน่วยงาน

            สถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ตั้งอยู่ที่อาคาร 4 ชั้น 2 เป็นส่วนราชการหนึ่งของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่พัฒนามาจากศูนย์วิจัยและบริการการศึกษาและสำนักวิจัยและบริการวิชาการ ซึ่งตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานเล็กๆ ตามภารกิจหน้าที่ของวิทยาลัยครูยะลา ก่อนมีพระราชบัญญัติ สถาบันราชภัฏยะลา พ.ศ. 2538 สำนักวิจัยและบริการวิชาการมีฐานะเป็นศูนย์วิจัยและบริการการศึกษา ต่อมาเมื่อรัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 ประกาศใช้จึงเปลี่ยนชื่อ เป็นสำนักวิจัยและบริการวิชาการ ต่อมามีพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พ.ศ. 2547  มาตรา 10 ให้มหาวิทยาลัยแบ่งส่วนราชการออกเป็น 7 ส่วนราชการ หนึ่งในส่วนราชการดังกล่าว ก็จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ เพื่อทำหน้าที่ ส่งเสริมการวิจัย อาจารย์ ข้าราชการ บุคลากร นักศึกษา บริการทางวิชาการ ถ่ายทอดเทคโนโลยีและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม สถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้  มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

โดยมีคณาจารย์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ดังนี้

ปี พ.ศ. 2549 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประยูร  ดำรงรักษ์

ปี พ.ศ. 2553 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศุภลักษณ์  สินธนา

ปี พ.ศ. 2556  ดร.รุ้งลาวัณย์  จันทรัตนา  ถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้มีหน่วยงานในสังกัด 3 หน่วย และโครงการพิเศษ ดังนี้

1. สำนักงานผู้อำนวยการ

     สำนักงานผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ ตั้งอยู่ที่อาคาร 4 ชั้น 2 เป็นหน่วยงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้   ตั้งขึ้นตามประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พ.ศ. 2547 ด้วยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัยในคราวประชุมครั้ง ที่ 5/ 2549 วันที่ 20 ตุลาคม 2549 

     หน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในท้องถิ่นชายแดนภาคใต้ และกำกับดูแลการปฏิบัติงานศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ

สำนักงานผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ มีหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงาน 3 งานหลักๆ ดังนี้

    1.1 งานบริหารงานทั่วไป  บริหารจัดการเกี่ยวกับงานแผนต่างๆ  และงานบริหารจัดการสำนักงาน งานการเงิน งานประกันคุณภาพ งานบริการ  งานประชาสัมพันธ์ งานพัสดุ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง          ที่เป็นประโยชน์ต่อการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในทางราชการ งานวิจัย งานบริการวิชาการ และงานวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งงานวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้ริเริ่มจัดทำครั้งแรกในปี พ.ศ.2549 ซึ่งนับเป็นปีที่ 1 ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน จนกระทั่งปัจจุบันเข้าสู่ปีที่ 8 

     1.2 งานส่งเสริมการวิจัยและข้อมูลท้องถิ่น  ส่งเสริมและสนับสนุน อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จัดทำงานวิจัย อีกทั้งมีการจัดสรรทุนวิจัยให้ผู้ที่สนใจ  งานพัฒนานักวิจัย งานบริหารจัดการคุณภาพงานวิจัย ส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการการเผยแพร่งานวิจัยทั้งในระดับชาติ และระดับนานาชาติ 

     1.3 งานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  มีหน้าที่ในการบริหารจัดการโครงการบริการวิชาการของมหาวิทยาลัยและดำเนินโครงการบริการวิชาการ และโครงการพิเศษ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2552  รับผิดชอบโครงการเศรษฐกิจพอเพียง   โครงการสานเสวนาอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น จากศูนย์อำนวยการปฏิบัติราชการชายแดนใต้

          ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ   เฉลิมพระเกียรติ  72  พรรษา  บรมราชินีนาถ  เริ่มดำเนินงานในปี  พ.ศ.2547 เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา  ศูนย์วิจัยฯ มีภารกิจด้านการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ วิจัยและพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยให้หน่วยงานในท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานส่งผลให้การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติมีความยั่งยืน และจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

          มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาได้ขอพระราชทานชื่อศูนย์วิจัยฯ ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานชื่อว่า “ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา บรมราชินีนาถ”ตามหนังสือจากสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 00101./5033 ลงวันที่ 15 กรกฏาคม 2547

          ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ ตั้งอยู่ที่ตำบลลำพะยา อำเภอเมือง จังหวัดยะลา มีพื้นที่วิจัยบริเวณ   หุบเขาลำพญา ในเขตเทือกเขาสันกาลาคีรีซึ่งมีสภาพป่าดงดิบชื้นหรือป่าฝนเขตร้อน (Tropical Rain Forest)  มีระดับความสูง 50-700 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง  บริเวณยอดเขาเป็นพื้นที่ป่าสงวนที่มีความอุดมสมบูรณ์  บริเวณที่ราบเป็นพื้นที่เกษตรกรรม โดยมีการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน ลองกอง มังคุด ส้มแขกและยางพารา ส่วนพื้นที่ลุ่มมีการทำนาข้าว และบางบริเวณเป็นพรุขนาดเล็กมีต้นสาคูจำนวนมากซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาและสัตว์น้ำขนาดเล็กที่หลากหลายชนิด

          ปัจจุบันศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้ศึกษาสำรวจ  วิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยชุมชนลำพะยาเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจและตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ อันนำไปสู่การอนุรักษ์ให้คงอยู่ในถิ่นกำเนิดอย่างยั่งยืนตลอดไป นอกจากการศึกษาสำรวจและวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ  บริการวิชาการโดยจัดกิจกรรมแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ นักเรียนและครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และพื้นที่ใกล้เคียง

ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ กับการดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547-2556

1. ด้านการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพ

          ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ ได้ศึกษาสำรวจด้านความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่หุบเขา  ลำพญา โดยช่วงแรก (1) ปี พ.ศ. 2547 เริ่มศึกษาสำรวจเกี่ยวกับพรรณไม้และพันธุ์สัตว์ที่พบบริเวณหุบเขาลำพญา ปี พ.ศ. 2548 ได้ศึกษาและสำรวจเกี่ยวกับพืชสมุนไพรในตำบลลำพะยา  (2) ปี พ.ศ. 2549 ได้ศึกษาความหลากหลายของผีเสื้อกลางวันในบริเวณหุบเขาลำพญา (3) ปี พ.ศ.2550 ได้ศึกษาความหลากหลายของไม้ป่ากินได้ในหุบเขาลำพญา  (4) ปี พ.ศ. 2551 ได้ศึกษาความหลากหลายของไม้ดอกไม้ประดับป่าในหุบเขาลำพญา (5) ปี พ.ศ. 2552 ได้ศึกษาความหลากหลายของเห็ดป่าในหุบเขาลำพญา(6) ปี พ.ศ. 2553 ได้ศึกษาความหลากหลายของผีเสื้อกลางคืนในหุบเขาลำพญา (7) ปี พ.ศ. 2554 ได้ศึกษาความหลากหลายของเฟิร์นในหุบเขาลำพญา (8) ปี พ.ศ. 2555 ได้ศึกษาความหลากหลายของสาหร่ายน้ำจืดในแหล่งน้ำพื้นที่หุบเขาลำพญา (9) ปี พ.ศ. 2556 ได้ศึกษาความหลากหลายของพรรณไม้ในหุบเขาลำพญา  เพื่อรวบรวมข้อมูลจัดทำหนังสือด้านความหลากหลายทางชีวภาพและสื่อเผยแพร่ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่หุบเขาลำพญา และรวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของภาคใต้ตอนล่าง

2. ด้านการศึกษาวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ

ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพฯ ได้ศึกษาวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ดังนี้           

พ.ศ. 2548       (1)วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของไม้ดอกไม้ประดับป่าในพื้นที่หุบเขาลำพญา

                     (2)วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของสาหร่ายน้ำจืดในพื้นที่ตำบลลำพะยา และแนวทางในการอนุรักษ์พันธุกรรม

พ.ศ. 2550       (3)วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของไม้ป่ากินได้ในหุบเขาลำพญา

พ.ศ. 2552       (4)วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของกล้วยไม้ป่าในหุบเขาลำพญา 

                     (5)วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของเฟินและพืชใกล้เคียงเฟินในหุบเขาลำพญา

พ.ศ. 2553       (6) วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของผีเสื้อกลางคืนในหุบเขาลำพญา

          (7) วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของเห็ดในหุบเขาลำพญา พ.ศ. 2555 

                      (8) วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของพืชวงศ์บุกบอนในหุบเขาลำพญา  พ.ศ. 2557       

                      (9) วิจัยเรื่อง ความหลากหลายของไลเคนในหุบเขาลำพญา

         (10) วิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการเครือข่ายการวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ : มหาวิทยาลัยราชภัฏราชภัฏยะลา

                     (11) วิจัยเรื่องความหลากหลายของปลาน้ำจืดในหุบเขาลำพญา

          โดยใช้กระบวนการศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม คือ การศึกษาสำรวจและวิจัย โดยมีนักเรียน นักศึกษา  ครู และชุมชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษาสำรวจวิจัย  เพื่อเป็นการพัฒนานักเรียน นักศึกษา ครู และชุมชนได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ร่วมกันในการวิจัยร่วมกับชุมชนและท้องถิ่น เพื่อให้เยาวชนและชุมชนในท้องถิ่น มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่น

3. ด้านบริการวิชาการ

     3.1 กิจกรรมถ่ายทอดความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เสริมสร้างการเรียนรู้สำหรับเยาวชนในชายแดนใต้

     3.2 จัดนิทรรศการงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพในงานต่างๆ เช่น เข้าร่วมแสดงในงานการประชุมวิชาการระดับชาติ, การนำเสนอวิจัยแห่งชาติ  Thailand Research Expo , วันนี้ที่ราชภัฏสัมพันธ์,  สัปดาห์วิทยาศาสตร์  ฯลฯ

     3.3 อบรมหรือให้คำปรึกษาแก่นักศึกษาภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาเกี่ยวกับการวิจัยเบื้องต้นหรือเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพ

     3.4 อบรมเชิงปฏิบัติการในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

4. ด้านแหล่งเรียนรู้

          ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพ ฯ ได้จัดทำแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพในหุบเขาลำพญา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แหล่งศึกษาด้านความหลากหลายทางชีวภาพ บริการวิชาการให้แก่ นักเรียน นักศึกษา ครูผู้สอน อาจารย์และประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดใกล้เคียง

2.       สวนพฤกษศาสตร์ลำพะยา

3. แหล่งเรียนรู้ด้านการขยายพรรณไม้

      3.1   โรงเรือนขยายพันธุ์พืชท้องถิ่นหรือพืชป่า

      3.2   โรงเรือนขยายพันธุ์พืชหายากหรือพืชที่พัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจในอนาคต

4.       แหล่งเรียนรู้เรื่อง เตาอีวาเตะ

5.       แหล่งเรียนรู้เรื่อง ปุ๋ยและการผลิตปุ๋ย

6.       แหล่งเรียนรู้เรื่อง ระบบนิเวศแหล่งน้ำกับสาหร่ายและสิ่งมีชีวิตในแหล่งน้ำ

7.       โรงเรือนขยายพันธุ์ผีเสื้อและแมลง    

8.   เส้นทางศึกษาธรรมชาติหุบเขาลำพญา ดังนี้

     8.1 เส้นทางที่ 1 ระยะทางประมาณ 760 เมตร

     8.2 เส้นทางที่ 2 ระยะทางประมาณ 1,750 เมตร

     8.3 เส้นทางที่ 1 ระยะทางประมาณ 2,870 เมตร

     8.4 เส้นทางศึกษาพรรณไม้ในหุบเขาลำพญา

9. แหล่งเรียนรู้ชุมชนลำพะยา (อบต.ลำพะยาร่วมกับศูนย์วิจัยฯและประชาชนชาวลำพะยา)

     9.1 เขื่อนลำพะยาหรือเขื่อนฝรั่ง

     9.2 ลานหินเพลง

     9.3 ถ้ำน้ำลอด

     9.4 กากยายักษ์ (ดินดำ)

     9.5 น้ำตกบูตง

     9.6 จุดชมวิวลำพะยา

1.2     ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์

ศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ จัดตั้งขึ้นตามแผนพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ในวิทยาลัยครู (พ.ศ. 2535-2539) โดยกองแผนงานกรมการฝึกหัดครูได้แต่งตั้งคณะทำงานยกร่างโครงการฯ ตามนโยบายและมาตรการของกรมการฝึกหัดครูในแผนการพัฒนาการศึกษาฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศ  โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ โดยมุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิตครูวิทยาศาสตร์  ครูคณิตศาสตร์และครูช่าง  ตลอดจนมุ่งพัฒนาวิทยาลัยครูให้มีศักยภาพและความพร้อมในการสอน  การวิจัย การค้นคว้าทดลอง การฝึกปฏิบัติการเป็นผู้นำทางความคิดและเพิ่มความร่วมมือกับหน่วยงานในท้องถิ่น กำหนดพัฒนา การจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ให้สอดคล้องกับแต่ละท้องถิ่น ฯลฯ อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาด้าน การสอน การวิจัยและการบริการวิชาการทีมีข้อจำกัด ด้าน การขาดแคลนอาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ขาดแคลนงบประมาณสำหรับจัดซื้อวัสดุและเครื่องมือวิทยาศาสตร์

ผลจากการพิจารณาของคณะทำงานได้พิจารณาความเหมาะสมของแต่ละวิทยาลัยครู เพื่อคัดเลือกเข้าอยู่ในโครงการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (2535-2539) มี 13 แห่ง ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ เชียงราย เชียงใหม่ กำแพงเพชร อุดรธานี มหาสารคาม บุรีรัมย์ อุบลราชธานี พระนครศรีอยุธยา รำไพพรรณี หมู่บ้านจอมบึง  นครศรีธรรมราช  และยะลา

ปัจจุบันศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาตั้งอยู่ที่อาคาร 9 โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารศูนย์วิทยาศาสตร์เมื่อปี พ.ศ. 2536 และเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2538 จากนั้นได้เริ่มติดตั้งครุภัณฑ์ประจำอาคาร อุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ สารเคมี สาขาชีววิทยา และสาขาเกษตรอุตสาหกรรม  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2540 จึงได้ติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์อย่างเต็มรูปแบบ และนับจากนั้นถึงปัจจุบันศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาก็ปรับปรุงเพิ่มเติมอุปกรณ์และเครื่องมือวิทยาศาสตร์ให้มีความทันสมัยสำหรับให้บริการวิชาการแก่บุคลากรของมหาวิทยาลัย บุคลากรและหน่วยงานภายนอก ชุมชน และท้องถิ่น

ในปี พ.ศ. 2547 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และอาศัยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา พ.ศ. 2547  มาตรา 10 จึงได้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาชายแดนภาคใต้ โดยมีศูนย์วิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์มีหน้าที่ สนับสนุนการเรียนการสอน การวิจัยของอาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษา บริการวิชาการให้ชุมชน รับตรวจวิเคราะห์ด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และกำกับดูแลโครงการคลินิกเทคโนโลยี

โครงการคลินิกเทคโนโลยี เป็นโครงการพิเศษ ตั้งอยู่ที่อาคาร 9 โดยเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ลงนามบันทึกความร่วมมือปฏิบัติงานโดยมีเป้าหมายที่จะนำผลงานวิจัยและพัฒนาตลอดจนนวัตกรรมที่มีอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งของมหาวิทยาลัย ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนตลอดจนเทคโนโลยีภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่บริการคือ จังหวัดยะลา เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจนสร้างโอกาสให้ชุมชนได้รับการสนับสนุนและรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์และเพิ่มคุณภาพชีวิต โดยมีสถาบันการศึกษาและหน่วยงานเอกชนเข้าร่วมโครงการ 52 เครือข่าย 111 แห่ง

 

1.3     ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาตั้งอยู่หน้าอาคาร 4 และอาคาร 20 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาในปัจจุบัน    เป็นศูนย์ที่พัฒนามาจากศูนย์ศิลปวัฒนธรรมซึ่งปฏิบัติภารกิจทางด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของวิทยาลัยครูยะลา ตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิทยาลัยครู   พ.ศ. 2518

 

ต่อมากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย ศูนย์วัฒนธรรม พ.ศ. 2524 ตั้งศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดยะลาขึ้นในวิทยาลัยครูยะลา ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม จึงทำงานในฐานะเป็นศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดยะลาไปพร้อม ๆ กันด้วย

ต่อมาเมื่อมีการใช้พระราชบัญญัติสถาบันราชภัฏ พ.ศ. 2538 สถาบันราชภัฏยะลามีภารกิจเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น  มีภารกิจหลัก 6 ประการ และหนึ่งในภารกิจดังกล่าวนั้น คือ การ “ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม” โดยมีชื่อประกาศจัดตั้งเป็น “สำนักศิลปวัฒนธรรม”

เมื่อสถาบันราชภัฏยะลา ได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2547 ภารกิจในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ในฐานะเป็นสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นจังหวัดชายแดนใต้  โดยมุ่งเน้นด้านการวิจัยด้านภูมิปัญญาท้องถิ่นและส่งเสริมเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่นและของชาติ ภารกิจดังกล่าวศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มีหน้าที่ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย พัฒนาวัฒนธรรม ฝึกอบรมเผยแพร่วัฒนธรรม อนุรักษ์วัฒนธรรม เสริมสร้างผู้รู้ทางวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสร้างเครือข่ายวัฒนธรรม สำนักศิลปวัฒนธรรมจึงได้เปลี่ยนเป็น “ศูนย์ศิลปธรรมวัฒนธรรม” โดยเปิดใช้ศูนย์ในวันที่ 21 กันยายน  2548 นอกจากนี้ กำกับดูแลหน่วยงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นภาคใต้จังหวัดยะลา

หน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นภาคใต้จังหวัดยะลา เป็นโครงการพิเศษ ที่มหาวิทยาลัยมอบหมายให้ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกำกับดูแล ซึ่งเป็นตามคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม  และวันที่ 28 สิงหาคม 2527 เห็นชอบในหลักการแผนพัฒนาการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม โดยเจตนารมณ์ของแผนคือการพัฒนาวิธีการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมให้เป็นระบบ กล่าวคือ 1) ให้มีการศึกษาอบรมและประชาสัมพันธ์แก่ประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ 2) ให้มีหน่วยงานดูแล ตรวจสอบเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาลุกลามเกินกว่าจะแก้ไขได้ และ 3) ให้มีมาตรการควบคุมการใช้พื้นที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องเหมาะสม และประสานประโยชน์แก่ท้องถิ่นและประเทศชาติโดยส่วนรวม การดำเนินการเร่งด่วนในขณะนั้น คือ การจัดตั้งหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรมท้องถิ่น 75 จังหวัด (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร) นับเป็นจุดเริ่มต้นของการมีเครือข่ายด้านการอนุรักษ์